วัสดุ อุปกรณ์ประกอบวงจรควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้า

ฟิวส์ (fuse) เป็นอุปกรณ์นิรภัยชนิดหนึ่งที่อยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยจะป้องกันการลัดวงจร และการใช้กระแสเกินในวงจรไฟฟ้า โดยจะหลอมละลาย และตัดกระแสไฟออกจากวงจรเพื่อป้องการอุปกรณ์เสียหาย โดยฟิวส์จะเป็นเส้นลวดเล็ก ๆ ทำจากตะกั่วผสมดีบุก มีจุดหลอมเหลวที่ต่ำ มีหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของการใช้งาน


ชนิดของฟิวส์
ฟิวส์ชนิดก้ามปู
ฟิวส์ชนิดเส้น
ฟิวส์ชนิดกระเบื้อง
ฟิวส์อิเล็กทรอนิกส์หรือเซอกิตเบรกเกอร์


การเลือกใช้ฟิวส์
ควรเลือกฟิวส์ที่ทนกระแสไฟฟ้าสูงสุด ได้มากกว่ากระแสไฟฟ้าสูงสุดที่ใช้ภายในบ้านเล็กน้อย และไม่ควรใช้ลวดเหล็ก หรือลวดทองแดงที่มีจุดหลอมเหลวสูงแทนฟิวส์ เพราะเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมากเกินไป ลวดเหล็กหรือลวดทองแดงจะไม่หลอมละลาย จึงไม่ช่วยตัดวงจรไฟฟ้าในบ้าน ฟิวส์ที่ใช้ตามบ้านมีหลายขนาด เช่น ขนาด 10 15 และ 30 แอมแปร์ ฟิวส์ขนาด 15แอมแปร์ คือ ฟิวส์ที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ไม่เกิน 15 แอมแปร์ ถ้ากระแสไฟฟ้าผ่านมากว่านี้ ฟิวส์จะหลอมละลาย ทำให้วงจรขาด ดังนั้น การเลือกใช้ฟิวส์จึงต้องเลือกขนาดของฟิวส์ให้พอเหมาะกับปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน ฟิวส์มีหลายชนิด แต่ละชนิดจะใช้แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสม เลือกฟิวส์ต้องเลือกความเร็วในการ ขาดของมันด้วย – เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป เลือกแบบขาดช้า ขนาดเป็นสองเท่าของโหลดที่ใช้

 

คุณสมบัติของฟิวส์
1.ฟิวส์เป็นสารละลายที่เป็นโลหะผสมประกอบด้วย บิสมัท (Bi) ร้อยละ 50 ตะกั่ว (Pb) ร้อยละ25 และดีบุก (Sn) ร้อยละ 25 โดยมวล

2.ฟิวส์มีจุดหลอมเหลวต่ำ ขณะที่กระแสไฟฟ้าผ่านฟิวส์ พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนให้กับฟิวส์เล็กน้อยแต่เมื่อมีการใช้กระแสไฟฟ้าเกินกำหนด หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร กระแสไฟฟ้าปริมาณมากจะผ่านฟิวส์ พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนให้กับฟิวส์มากขึ้น จนฟิวส์หลอมละลาย ทำให้วงจรไฟฟ้า ในบ้าน ถูกตัดกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอีกไม่ได้

Untitled Document

หลอดไฟสัญญาณ (Signal Lamp) เป็นอุปกรณ์ที่แสดงสภาวะการทำงานของวงจร เช่นแสดงสภาวะการทำงานของคอนแทคเตอร์ หรือแสดงสภาวะการทำงานของโอเวอร์โหลดรีเลย์ หลอดไฟสัญญาณ ( Signal Lamp) ที่ใช้ทั่วๆไปใช้แบบมีหม้อแปลงสำหรับแปลงแรงดันไฟฟ้าให้ต่ าลงให้เหลือประมาณ 6 โวลต์ และไม่ใช้หม้อแปลงโดยต่อแรงดันไฟฟ้าตรงเข้ากับขั้วหลอดของหลอดไฟสัญญาณ

 

สีของหลอดไฟสัญญาณ ( Signal Lamp) ความหมายของสีของหลอดไฟสัญญาณที่ใช้ทั่วไปดังนี้
หลอดไฟสัญญาณ สีแดง แสดงหยุดการท างานของวงจร
หลอดไฟสัญญาณ สีเขียว แสดงการท างานของวงจรปกติ
หลอดไฟสัญญาณ สีเหลือง แสดงการเกิดโอเวอร์โหลดของวงจร
หลอดไฟสัญญาณ สีขาว แสดงการท างานของวงจรก าลัง ( Power)

 

หลอดไฟสัญญาณ 16 มม. 12 v led ac/dc จํานวน 1 ชิ้น | Shopee Thailand

สวิตช์ปุ่มกด (Push button Switch) เป็นอุปกรณ์ที่ท าหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้าควบคุมการ
ท างานของมอเตอร์ สวิตช์นี้จะมีหน้าสัมผัส ( Contact) แบบปกติเปิด (Normally Open ; NO)1 ชุดและแบบ
ปกติปิด(Normally Close ; NC)1 ชุด เมื่อกดปุ่มแล้วหน้าสัมผัสทั้งคู่ดังกล่าวจะเปลี่ยนต าแหน่งและเมื่อ
ปล่อยมือหน้าสัมผัสทั้งคู่จะกลับคืนต าแหน่งเดิมโดยไม่ค้างต าแหน่งด้วยแรงดันของสปริง เราเรียกการ
ท างานของหน้าสัมผัสนี้ว่า Momentary Contact


โครงสร้างของสวิตช์ปุ่มกดจะประกอบด้วย
1. ปุ่มกดท าด้วยพลาสติก สีแดง สีเขียวหรือสีเหลือง ขึ้นอยู่กับการน าไปใช้งาน
2. แหวนยึด ส าหรับยึดสวิตช์ปุ่มกดเข้ากับตู้ควบคุม
3. ชุดหน้าสัมผัส NO และ NC
4. ยางรอง

 

สวิตช์ต่างๆที่ใช้ในงานควบคุมมอเตอรไฟฟ้า.docx

โอเวอร์โหลดรีเลย์ (Overload relay) หรือ Protective motor relay เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ป้องกันมอเตอร์ที่เรียกว่า Running Protection ออกแบบใช้สำหรับตัดวงจรมอเตอร์เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินกว่าพิกัดกระแสของมอเตอร์ ซึ่งจะทำให้ขดลวดของมอเตอร์ร้อนขึ้นเรื่อยๆและไหม้ในที่สุด แต่ถ้าหาก
ในวงจรนั้นมีโอเวอร์โหลดรีเลย์ (Overload relay) อยู่ด้วยและตั้งให้กระแสไฟฟ้าถูกต้อง วงจรควบคุมจะถูกตัดวงจรออกไปก่อนที่ขดลวดมอเตอร์จะไหม้

 

โครงสร้างของโอเวอร์โหลดรีเลย์
1. ปุ่มปรับกระแส
2. ปุ่ม Trip
3. ปุ่มรีเซต (Reset)
4. จุดต่อไฟเข้าเมน Bimetal
5. จุดต่อไฟออกจากเมน Bimetal
6. หน้าสัมผัสปกติปิด (NO)
7. หน้าสัมผัสปกติเปิด (NC)

 

การทำงานของโอเวอร์โหลดรีเลย์จะอาศัยผลของความร้อน โครงสร้างภายในประกอบด้วยขดลวดความร้อนที่พันอยู่กับโลหะคู่ (Bimetal) เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินพิกัดที่กำหนดไว้จะทำให้เกิดความร้อนมากขึ้นที่ Bimetal เป็นผลท าให้ Bimetal โก่งตัวดันคานส่งเคลื่อนที่ไปดันหน้าสัมผัสควบคุมให้เปลี่ยนตำแหน่ง


ชนิดของโอเวอร์โหลดรีเลย์แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
1. แบบไม่มีรีเซต ( No Reset) แบบนี้เมื่อเกิดโอเวอร์โหลดจะท าให้ Bimetal ร้อนและโก่งตัวออกไปแล้ว
เมื่อเย็นตัวลงกลับที่เดิมจะท าให้หน้าสัมผัสควบคุมกลับต าแหน่งเดิมด้วย
2. แบบมีรีเซต (Reset) แบบนี้เมื่อเกิดโอเวอร์โหลดจะท าให้ Bimetal ร้อนและโก่งตัวออกไปแล้วจะมี
กลไกท างกลมาล็อคสภาวะการท างานของหน้าสัมผัสควบคุมที่เปลี่ยนต าแหน่งไว้ เมื่อเย็นตัวลงแล้ว
หน้าสัมผัสควบคุมยังคงสภาวะอยู่ได้ ถ้าต้องการให้หน้าสัมผัสควบคุมกลับต าแหน่งเดิมต้องกดปุ่มรีเซต
(Reset) ก่อน โอเวอร์โหลดรีเลย์แบบมีรีเซต (Reset) นี้มักนิยมใช้ในการควบคุมเครื่องกลไฟฟ้า

 

ทนงค์ ตุทำ: โอเวอร์โหลดรีเลย์

แมกเนติกส์คอนแทคเตอร์ (Magnetic Contactor) หรือเรียกว่าคอนแทคเตอร์ ( Contactor)เป็นอุปกรณ์ควบคุมเครื่องกลไฟฟ้าท าหน้าที่เป็นตัวตัดและต่อวงจรเหมือนสวิตช์ไฟฟ้าทั่วไป แต่คอนแทคเตอร์ทำงานโดยอาศัยอำนาจแม่เหล็กแทนการสับสวิตช์ด้วยมือโดยตรง ในตัวคอนแทคเตอร์จะมีหน้าสัมผัส
(Contact) จำนวนหลายชุดติดอยู่บนแกนเดียวกันและทำงานพร้อมกัน หน้าสัมผัส ( Contact) จะมีทั้งแบบปกติเปิด (Normally Open; NO) แบบปกติปิด (Normally Close; NC) จำนวนหน้าสัมผัสทั้งสองแบบจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการนำคอนแทคเตอร์ไปใช้งาน หน้าสัมผัสจะแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ
1. หน้าสัมผัสหลัก M( ain Contact) เป็นหน้าสัมผัสแบบปกติเปิด Normally Open; NO) ( ใช้สำหรับเปิดหรือปิดวงจรจ่ายกระแสไฟฟ้าให้เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้เพราะหน้าสัมผัสถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่เหมาะสำหรับใช้กับกระแสไฟฟ้าสูง สังเกตดูได้จากสกรูที่หน้าสัมผัสจะมีขนาดใหญ่และจะมีตัวอักษรก ากับเป็น L1, L2, L3 – T1, T2, T3
2. หน้าสัมผัสช่วย (Auxiliary Contact) หน้าสัมผัสจะเป็นแบบปกติเปิด (Normally Open; NO)
หรือแบบปกติปิด (Normally Close; NC) ก็ได้แล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้งาน หน้าสัมผัสช่วยนั้นจะมีขนาด
เล็กกว่าหน้าสัมผัสหลักจึงทนกระแสไฟฟ้าได้น้อยกว่า จึงใช้เฉพาะในวงจรควบคุมเท่านั้นไม่สามารถนำไป
ต่อใช้เปิดหรือปิดวงจรจ่ายกระแสไฟฟ้าให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรงได้
คอนแทคเตอร์เป็นอุปกรณ์ตัดต่อวงจรไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าสูงจึงเกิดประกายไฟ ( Arc) ที่หน้าสัมผัส
จะทำให้หน้าสัมผัสชำรุดเสียหายเร็ว ดังนั้นจึงต้องลดการเกิดประกายไฟดังกล่าวโดยใช้วิธีแมกเนติกส์
โปล์วเอาว์ ( Magnetic Blowout) ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาหน้าสัมผัสชำรุดเสียหายจากการเกิดประกายไฟ
ดังกล่าวและช่วยทำให้อายุการใช้งานของหน้าสัมผัสนานยิ่งขึ้น

 

ข้อดีของการใช้คอนแทคเตอร์
1. สะดวกในการใช้งานเพราะสามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น สวิตช์ปุ่มกด สวิตช์ความดัน หรือ
สวิตช์ลูกลอย ในการควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าได้
2. ให้ความปลอดภัยกับผู้ควบคุม ในการควบคุมการท างานของมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มี
กระแสไฟฟ้าจำนวนมากไหลผ่านหน้าสัมผัสหลัก ( Main Contact) นั้น ผู้ควบคุมจะควบคุมปริมาณ
กระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าขนาดต่่ำที่ไปควบคุมขดลวดของคอนแทคเตอร์ท าให้เกิดการตัดต่อของ
หน้าสัมผัสหลักที่ควบคุมมอเตอร์เท่านั้น ทำให้เกิดความปลอดภัยขณะปฏิบัติงาน
3. ประหยัดเมื่อเทียบกับการควบคุมด้วยมือ เพราะสายไฟฟ้าที่ใช้ในการควบคุมในวงจรที่ใช้คอนแทค
เตอร์จะมีขนาดเล็ก


โครงสร้างของคอนแทคเตอร์จะมีส่วนประกอบ 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1. แกนเหล็ก ( Core) ท าด้วยแผ่นเหล็กบางตัว E อัดซ้อนกันเป็นแกนเหล็ก แบ่งออกเป็นสองส่วน
คือ แกนเหล็กอยู่กับที่ (Fixed Core) ที่ขาทั้งสองข้างของแกนเหล็ก มีลวดทองแดงเส้นใหญ่ต่อลัดอยู่เป็น
รูปวงแหวน ( Shaded Ring )ฝังอยู่ที่ผิวหน้าของแกนเหล็กเพื่อลดการสั่นสะเทือน ของแกนเหล็ก อัน
เนื่องมาจากการสั่นสะเทือนของไฟฟ้ากระแสสลับ และแกนเหล็กเคลื่อนที่( Movable Core) จะมีชุด
หน้าสัมผัสเคลื่อนที่(Moving Contact) ยึดติดอยู่
2. ขดลวด (Coil) เป็นลวดทองแดงพันอยู่รอบบ๊อบบิ้น (Bobbin) สวมอยู่ตรงกลางของขาแกนเหล็กอยู่
กับที่ ขดลวดทองแดงนี้ท าหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า มีขั้วต่อส าหรับจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้า จะมี
สัญลักษณ์อักษรก ากับ คือ A1 – A2 หรือ C1 – C2
3. หน้าสัมผัส ( Contact) หน้าสัมผัสจะยึดติดอยู่กับแกนเหล็กเคลื่อนที่แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ
หน้าสัมผัสหลัก (Main Contact) ซึ่งเป็นหน้าสัมผัสแบบปกติเปิด ( Normally Open; NO) ใช้ในวงจรกำลังทำ
หน้าที่ตัดต่อระบบไฟฟ้าเข้าสู่โหลดและหน้าสัมผัสช่วย (Auxiliary Contact) ใช้กับวงจรควบคุม หน้าสัมผัส
ช่วยนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือหน้าสัมผัสปกติเปิด (Normally Open; NO) และหน้าสัมผัสปกติปิด ( Normally
Close; NC)

 

ชนิดและขนาดของคอนแทคเตอร์ที่ใช้กับระบบไฟฟ้ากระแสสลับ แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะ
โหลดและการใช้งาน คือ
1. ชนิด AC-1 เป็นคอนแทคเตอร์ที่ใช้กับโหลดที่เป็นความต้านทาน
2. ชนิด AC-2 เป็นคอนแทคเตอร์ที่ใช้กับโหลดที่เป็นสลิปริงมอเตอร์
3. ชนิด AC-3 เป็นคอนแทคเตอร์ที่ใช้กับโหลดที่เป็นมอเตอร์กรงกระรอก
4. ชนิด AC-4 เป็นคอนแทคเตอร์ที่ใช้สำหรับการสตาร์ท-หยุดมอเตอร์ ในวงจรแบบ jogging และ
การกลับทางหมุนมอเตอร์แบบกรงกระรอกMITSUBISHI แมกเนติก คอนแทกเตอร์ ST-10 Magnetic Contactor 220V 50-60Hz |  Lazada.co.th

 

 

แมกเนติกคอนแทคเตอร์ หลักการทำงาน และแกะเห็นข้างในแบบละเอียด : Inspired by  LnwShop.com

ทามเมอร์รีเลย์ (Timer Relay) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในงานควบคุมที่สามารถตั้งเวลาการทำงานของหน้าสัมผัสได้ จึงนำไปใช้ในการควบคุมแบบอัตโนมัติ แบ่งลักษณะการทำงานของหน้าหน้าสัมผัสได้ 2 แบบคือ
1. แบบหน่วงเวลาหลังจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้า ( On–delay) แบบนี้เมื่อจ่ายจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับทาม
เมอร์รีเลย์แล้ว หน้าสัมผัสจะอยู่ในต าแหน่งเดิมและเมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้หน้าสัมผัสจึงจะเปลี่ยนตำแหน่งเป็น
สภาวะตรงข้ามและค้างตำแหน่งจนกว่าจะหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับทามเมอร์รีเลย์
2. แบบหน่วงเวลาหลังหยุดกระแสไฟฟ้าเข้า ( Off–delay) แบบนี้เมื่อจ่ายจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับทาม
เมอร์รีเลย์แล้ว หน้าสัมผัสจะเปลี่ยนตำแหน่งเป็นสภาวะตรงข้ามทันที เมื่อหยุดกระแสไฟฟ้าแล้ว และถึง
เวลาที่ตั้งไว้หน้าสัมผัสจึงจะกลับอยู่ในสภาวะเดิม

โครงสร้างของทามเมอร์รีเลย์
1. ตารางเทียบตั้งเวลา
2. ปุ่มตั้งเวลา
3. ฐานเสียบตัวตั้งเวลา
4. สัญลักษณ์และรายละเอียดการต่อใช้งาน
5. ขาเสียบเข้าฐาน

ชนิดของทามเมอร์รีเลย์
1. ทามเมอร์รีเลย์แบบอิเล็กทรอนิกส์ อาศัยการทำงานของอาร์ซีแทมคอนสแตมซ์
2. ทามเมอร์รีเลย์แบบตั้งเวลาด้วยของเหลว
3. ทามเมอร์รีเลย์แบบตั้งเวลาด้วยลม
4. ทามเมอร์รีเลย์แบบใช้มอเตอร์

Ah3-na Ah3-nb 110v 220v ช่วงไฟฟ้า Timer Delay Relay,ปรับรีเลย์ตั้งเวลา -  Buy ปรับรีเลย์ตั้งเวลาจับเวลา Delay Relay,220v รีเลย์ตั้งเวลา Product on  Alibaba.com